ยินดีต้อนรับเข้าสู่เทศบาลตำบลสองแคว จังหวัดเชียงใหม่ วิสัยทัศน์ : สองแควสังคมแห่งการเรียนรู้ บ้านเมืองน่าอยู่ เชิดชูวัฒนธรรม ชุมชนร่วมพัฒนาโดยภูมิปัญญาท้องถิ่น // คำขวัญ ตำบลสองแคว ขาน-ปิงร่วมสาย สายใยผูกพัน ร่วมแรงฝ่าฟัน สร้างสรรค์สองแคว
X ปิด


ร้องเรียนร้องทุกข์



คู่มือประชาชน

facebook

สำรวจความคิดเห็น

ระบบบันทึกสถิติการเกิดอุบัติเหตุ

ข่าวสารอาเซียน

ศูนย์ดำรงธรรม

ตรวจเช็คอีเมล

ระบบจัดการบริหารเว็บไซต์



สถิติการเข้าชม เริ่มวันที่ 15/11/2561
วันนี้
56
เมื่อวานนี้
66
เดือนนี้
647
เดือนที่แล้ว
1,646
ปีนี้
6,603
ปีที่แล้ว
17,163
ทั้งหมด
33,838
ไอพี ของคุณ
3.239.56.184
กระชังปลาในพื้นที่ตำบลสองแคว,เทศบาลตำบลสองแคว,songkwae.go.th

การเลี้ยงปลาในกระชังในพื้นที่ตำบลสองแคว ได้แก่

หมู่ที่ 4 บ้านกลาง

หมู่ที่ 5 บ้านสองแคว

หมู่ที่ 6 บ้านหัวข่วง

หมู่ที่ 7

22 พฤศจิกายน 2561

โรงเรียนบ้านสามหลัง,เทศบาลตำบลสองแคว,songkwae.go.th
22 พฤศจิกายน 2561

โรงเรียนบัานหัวข่วง,เทศบาลตำบลสองแคว,songkwae.go.th
22 พฤศจิกายน 2561

วัดหลังถ้ำ,เทศบาลตำบลสองแคว,songkwae.go.th


ประวัติวัดหลังถ้ำ

 

      วัดหลังถ้ำตั้ง อยู่เลขที่ 240 หมู่ที่ 1 ตำบลสองแคว อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัด มีเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 47 ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ 1099 เลขที่ดิน16 ทิศเหนือจดทางสาธารณประโยชน์ ทิศใต้จดทางสาธารณประโยชน์ ทิศตะวันออกจดทางสาธารณประโยชน์ ทิศตะวันตกจดทางสาธารณประโยชน์ มีที่ธรณีสงฆ์จำนวน 1 แปลง มีเนื้อที่ 2 งาน 72 ตาราวาง โฉนดที่ดินเลขที่ 1174 เลขที่ดิน 15 ทิศเหนือจดที่ดิน นางตุ่น ศรีวิชัย ทิศใต้จดเขตฝายทิศตะวันออกจดลำน้ำขาน ทิศตะวันตกจดทางสาธารณประโยชน์ อาคารเสนาสนะประกอบด้วย วิหาร ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ ศาลาบาตร โรงครัว ปูชนียวัตถุ มีพระประธานปางมารวิชัยสร้างด้วยทองเหลืองพระพุทธชินราช พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระอัครสาวกประทับยืน พระเจดีย์มีกลองหลวง ซึ่งเป็นศิลปะของล้านนา

 

     วัดหลังถ้ำสร้างเมื่อ พ.ศ. 2481 ไม่ทราบนามผู้สร้างและเปิดเป็นโรงเรียนภายในวัด ต่อมาโรงเรียนได้ย้ายไปตั้งที่ ต.สันติสุข ชื่อโรงเรียนบ้านแม่ขานและกลายเป็นวัดร้าง ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2519 ชาวบ้านแม่ขานหลังถ้ำได้ช่วยกันบูรณะและสร้างวัดขึ้นมาใหม่ โดยได้กราบนิมนต์พระบุญทาจากวัดสองแควมาเป็นเอาวาสรูปแรก รูปที่ 2 พระสุทัศ รูปที่3 พระสมพร รูปที่4 พระอธิการดวงแก้ว จิรธมโม รูปที่5 พระอธิการ ศีรไทย ปภสสโร ตั้งแต่ พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา


*****************************************

20 พฤศจิกายน 2561

วัดทุ่งท้อ,เทศบาลตำบลสองแคว,songkwae.go.th


ประวัติวัดทุ่งท้อ

 

     วัดทุ่งท้อ ตั้งอยู่ที่บ้านทุ่งท้อ หมู่ที่ 2 ตำบลสองแคว อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 69 ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือประมาณ 32 วา ติดทางสาธารณะทิศใต้ประมาณ 32 วา ติดทางสาธารณะทิศตะวันออกประมาณ 21 วา ติดโรงเรียนทิศตะวันตกประมาณ 21 วา ติดทางสาธารณะมีที่ตั้งธรณีสงฆ์ จำนวน 1 ไร่ 1 งาน 72 ตารางวา
อาคารเสนาสนะประกอบด้วยศาลาการเปรียญ และกุฏิ วิหาร และอุโบสถ วัดทุ่งท้อเสร้างเมื่อ พ.ศ.2410 โดยมีท่านครูบาเทพ เป็นผู้เริ่มสร้างวัด การบริหารและการปกครองมีเจ้าอาวาสที่ทราบนาม คือ

พ.ศ. 2520-2523 รูปที่ 1 ครูบาเทพ  รูปที่2 ครูบาจักร รูปที่3 ครูบาทนัญชัยที

รูปที่4 ครูบาทา รูปที่ 5 ครูบาดวงแก้ว

พ.ศ.2526 รูปที่6 พระอธิการจันทร์ทอง สิริปัญโญ

พ.ศ. 2538 รูปที่7 พระอธิการจรัญ กิตติปัญโญ

 

ประวัติชุมชนบ้านทุ่งท้อ


       บ้านทุ่งท้อมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 220 ไร่ ประชากร 524 คน เป็นผู้ชาย 244 คน เป็นผู้หญิง 280 คน ( ข้อมูล 2546 ) โดยมีพื้นที่ทิศตะวันออกจรดลำน้ำแม่ขาน ทิศใต้จรดบ้านท่ามะโอหมู่3 ทิศตะวันตกจรดบ้านสามหลังหมู่ที่8 ทิศเหนือจรดบ้านแม่ขาน-หลังถ้ำท่องฝายหมู่ที่1 ปัจจุบันประชากรประกอบอาชีพรับจ้าง 57% ค้าขาย9% และอาชีพเกษตรกรรม34% ฐานะทางเศรษฐกิจอยู่ในเกญฑ์ดี บ้านทุ่งท้อเป็นหมู่บ้านดั้งเดิมหมู่บ้านหนึ่งเพราะผู้คนในหมู่บ้านในอดีตได้ไปตั้งหมู่บ้านอื่นอีกหลายหมู่บ้านทั้งใกล้และไกล เช่นบ้านสามหลังหมู่ที่ 8 ต.สองแคว อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ จำนวน 3 ครอบครัวจึงเรียกว่าบ้านสามหลังปละบ้านทุ่งปุยหมู่ที่3ต.สันติสุ (เดิมเป็นตำบลยางคราม)
จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าแก่ พอจับประเด็นได้ว่าเดิมหมู่บ้านนี้ผู้คนส่วนมากตั้งบ้านเรือนอยู่ตามแนวลำน้ำขานวิ่งไหลผ่านหมู่บ้านยาวประมาณ 1500 เมตร ส่วนพื้นที่นอกเหนือจากที่ตั้งหมู่บ้านเรือนก็เป็นทุ่งนากว้างใหญ่ทุกคนจึงเรียกว่าโต้งหลวง (ปัจจุบันเป็นสวนลำไย) ปัจจุบันปลูกสร้างอาคารเป็นที่อยู่อาศัยไม่มีทุ่งนามากเหมือนเมื่อก่อน ในอดีตเมื่อเสร็จฤดูการทำนาชาวบ้านก็จะนำสัตว์คือโคและกระบือมารวมกันในบริเวณทุ่งนาแห่งนี้ก่อนที่จะปล่อยให้สัตว์เลี้ยงไปหากินในบริเวณอื่นต่อไป การรวมตัวของสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ภาษาพื้นเมืองเรียกว่าต๊อ รวมกับคำว่าโต้ง(ซึ่งมาจากคำว่า ทุ่ง) จึงเป็นคำว่า (โต้งต๊อ) ( และเปลี่ยนเป็นทุ่งท้อในปัจจุบัน ) อีกประการหนึ่งบ้านโต๊งท้อมีวัดซึ่งตั้งอยู่กลางหมู่บ้านตามประวัติของวัดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2410โดยครูบาเทพซึ่งเป็นพระเถระที่พระพุทธศาสนิกชนนับถือมากเมื่อถึงเทศกาลงานบุญ เช่นงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุศรีจอมทอง อ.จอมทอง พุทธศาสนิกชนก็จะมารวมกันที่วัดนี้โดยมีครูบาเทพเป็นผู้พาพุทธศาสนิกชนทั้งหลายล่องเรือไปตามลำน้ำแม่ขานและลำน้ำปิงเพื่อสรงน้ำพระธาตุที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ การมารวมตัวเพื่อประกอบกุศลกรรมใดกุศลกรรมหนึ่ง เช่นนี้เรียกว่า ต๊อ จึงเป็นที่มาของคำว่า โต๊งต๊อ


************************************

20 พฤศจิกายน 2561

วัดสองแคว,เทศบาลตำบลสองแคว,songkwae.go.th

 

ประวัติวัดสองแคว

      

วัดสองแควตั้งอยู่หมูที่ 4 ตำบลสองแคว กิ่งอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ 1 ตามโฉนด 4 ไร่ 2 ตารางวา และแปลงที่ 2 อีก 87 ตารางวา สภาพพื้นที่เป็นหมู่บ้านยาวเลียบลำน้ำปิงมี 2 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 4 กับ หมู่ที่ 5 ตำบลสองแคว หมู่ที่ 4 เรียกว่าบ้านกลาง หมู่ที่ 5 เรียกว่าบ้านสองแคว ส่วนวัดตั้งอยู่ท้ายบ้านกลาง (หมู่ที่ 4) ถือเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างบ้านหมู่ที่ 4 กับบ้านหมู่ที่ 5 มีถนนผ่านกลางหมู่บ้านยาวเลียบตั้งแต่ หมู่ที่ 1 ถึงหมู่ที่ 7 ต.สองแคว และผ่านออกบ้านปากทางเจริญหมู่ที่ 4 ต.ดอยหล่อสู่ถนนเชียงใหม่-ฮอด วัดสองแควได้นามมาจากสภาพพื้นที่หมู่บ้านอยู่ระหว่าง ปากแม่น้ำขานไหลมาบรรจบกับแม้น้ำปิงเป็นแควน้ำสองสายจึงได้ชื่อว่า บ้านสองแคว โดยแม่น้ำทั้งสองสายได้มาบรรจบกันที่บ้านสบขาน (บ้านท่ามะโอปัจจุบันนี้) คำว่า สบ หมายถึงปากน้ำ ซึ่งมีทางเหนือของหมู่บ้านสองแคว ในอดีตที่หน้าวัดสองแควเป็นแม่น้ำปิงและแม่น้ำขานมาบรรจบกันจึงมีท่าน้ำอันกว้างใหญ่เรียกกันสมัยนั้นว่า “ท่ากว้าง” โดยมีวัดสองแควตั้งอยู่บนฝั่งฟากจังหวัดเชียงใหม่ ฟากตรงข้ามเป็นฝั่งจังหวัดลำพูน ซึ่งปัจจุบันลำน้ำปิงได้เปลี่ยนทิศทางไปเดินผ่านสวนในเขตอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน จึงทำให้เนื้อที่เขตของอำเภอป่าซาง ข้ามมาอยู่ฝั่งจังหวัดเชียงใหม่แต่เนื้อที่รับผิดชอบยังเป็นของจังหวัดลำพูน เรียกหมู่บ้านนี้ว่า บ้านโท้ง ก่อนแม่น้ำปิงจะเปลี่ยนทางเดิน

       มีคำบอกเล่าว่า มีคนจีนที่เป็นนายทุนมาซื้อที่ดินในเขตบ้านท่าตุ้ม อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูนเป็นเนื้อที่สองร้อยกว่าไร่และได้ขุดลำเหมืองผ่านกลางที่ดินเพื่อที่จะนำน้ำมาใช้ในการเกษตร ขุดสร้างเสร็จพอถึงฤดูฝน ฝนตกน้ำปิงนองล้นฝั่งน้ำปิงได้ได้ไหลเข้าลำเหมือง และเกิดน้ำเซาะลำเหมืองผ่านกลางสวน ทำให้ลำเหมืองกว้างขึ้นจนน้ำปิงเปลี่ยนทางเดิน ทำให้แยกเนื้อที่เป็นสองส่วน น้ำปิงก็เลยไหลผ่านเหมือนอย่างทุกวันนี้

      วัดสองแควสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 1435-1440 ในสมัยพระนางจามเทวีได้ยกไพรพลขึ้นมาจากจังหวัดลพบุรี โดยทางเรือขึ้นมาทางน้ำปิงเพื่อที่จะมาสร้างเมืองหริภูญชัยเมืองลำพูน และได้มองเห็นลานที่ปากน้ำสองแควเป็นที่กว่างขวางและบนฝั่งก็เป็นที่ราบเหมาะแก่การพัก ไพรพล จึงเรียกท่ากว้างเป็นที่จอดพักเรือและได้สร้างเมืองเล็ก ๆ ขึ้นเมืองหนึ่งบริเวณปากน้ำขึ้นไปเรียกว่า “เวียงเถาะ” เถาะ หมายถึง ชั่วคราว และเวียงเถาะก็คือ ทุ่งท้อ ในปัจจุบันคำเรียกเพี้ยนไปจาก เถาะเป็นท้อ วัดสองแควเมื่อพระนางจามเทวีได้ให้ไพรพลทหารสร้าง โดยมีหลักฐานกำแพงเมืองตามชายทุ่งห่างจากหมู่บ้านประมาณ 150 เมตร เป็นแนวยาวตลอดหมู่บ้าน บัดนี้ได้ถูกขุดไปหมดแล้ว พร้อมไปสร้างเมืองหริภูญชัย และต่อมาวัดนี้ก็ไม่มีใครมาดูแลรักษา ศรัทธาสมัยนั้นก็ไม่มีมาก จึงปล่อยให้เป็นวักร้างมาโดยตลอดจนมาถึงเมื่อพ.ศ.2491 ก็ได้บูรณะขึ้นมาอีกครั้งแต่ไม่มีข้อมูลผู้มาบูรณะ มาปรากฏหลักฐานจากผู้มาเป็นเจ้าอาวาสสมัยครูบาชมพู ซึ่งเป็นที่นับถือศรัทธาจำนวนมากตั้งแต่ พ.ศ. 2426 ได้บูรณะวัดสองแควทั้งวิหารและศาลา จนกระทั้งปี พ.ศ. 2470 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาสร้างอุโบสถ เพื่อเป็นที่ทำสังฆะกรรม ของพระภิกษุสงฆ์และนับว่าเป็น อุโบสถแรกของตำบลสองแคว และต่อมาอีกหกปี พ.ศ. 2476 ท่านครูบาชมพูก็ไดมรณภาพไป ต่อมาก็ได้พระกว้างเป็นเจ้าอาวาสและได้เป็นเจ้าอาวาสจนถึง พ.ศ. 2491 ก็ได้ลาสิขาไป จากนั้นปี 2491 ท่านครูบาตุ้ยธมเสโน เป็นเจ้าอาวาสละได้บูรณะก่อสร้างวิหาร กุฏิศาลา และก่อสร้างซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างมาโดยตลอดจน พ.ศ. 2524 ท่าครูบาตุ้ย ธมเสโน ก็ได้มรณภาพไป และไดพระมานิตย์ ธมทินโน เป็นเจ้าอาวาส จากพ.ศ. 2524-2526 ก็ลาสิขาไปและได้ไปอาราธนานิมนต์เอา พระพรหม พรมเสโน จากวัดบ่อหิน อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพระลูกวัดสองแควได้ไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดบ่อหินกลับมาเป็นเป็นเจ้าอาวาส จนถึงปัจจุบันนี้ และท่านพระครูสุพรม พรมเสโน ได้มรณภาพลงเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2548 ดังนั้นทางคณะศรัทธาจึงได้มีการประชุม และได้ไปนิมนต์ พระอุทัย สุจิตโต จากวัดหนองโจ๋ง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน มารักษาการ โดยให้เจ้าคณะตำบลสองแควได้แต่งตั้งรักษาแทนเจ้าอาวาสวัดสองแควขึ้น ในที่ประชุมทางเจ้าคณะตำบลจึงได้แต่งตั้งให้พระอุทัย สุจิตโต รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสองแคว


*********************************

20 พฤศจิกายน 2561

วัดหัวข่วง,เทศบาลตำบลสองแคว,songkwae.go.th

 

ประวัติวัดหัวข่วง

 

    ตามที่ได้สอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านพอจับใจความได้ดังนี้ วัดหัวข่วงนี้แต่เดิมได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งไม่ทราบนามมาจากวัดแสนเมืองมาหลวง (ซึ่งอีกนามหนึ่งเรียกว่าวัดหัวข่วง) ในอำเภอเมืองเชียงใหม่ได้ธุดงค์จาริกมาที่หมู่บ้านนี้ ซึ่งแต่เดิมเรียกนามบ้านท่าปี้ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีลานกว้าง (ภาษาล้านนาเรียกลานกว้างว่า “ข่วง”) ติดกับแม่น้ำปิง เป็นท่าพักของพ่อค้าซุงและคนเดินทางทางน้ำอยู่เสมอ เมื่อพระภิกษุจากวัดแสนเมืองมาหลวง (หัวข่วง) ได้มาพบเห็นบริเวณลานกว้างซึ่งเป็นข่วงริมท่าน้ำก็ชอบใจ กอร์ปกับศรัทธาชาวบ้านก็เลื่อมใสในตัวท่าน จึงได้พากันยกลานท่าน้ำสร้างเป็นวัดขึ้นและได้ขนานนามว่า “วัดหัวข่วง” โดยสันนิฐานว่าอาศัยเหตุผล 2 ประการคือ
1. พระภิกษุผู้มาสร้างวัดนั้นมาจากวัดหัวข่วง
2. ลานกว้างท่าน้ำ ตามภาษาพื้นเมืองเรียกว่า “ข่วง”ประกอบกับลานนี้อยู่หัวบ้าน จึงได้ชื่อว่า “หัวข่วง”

   หลังจากได้ตั้งเป็นวัดก็มีพระภิกษุ สามเณร อยู่จำพรรษาตลอดมาจนได้รับพระบรมราชานุญาตให้สร้างเป็นวัด ตามพระราชบัญญติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ลงวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2425 ตั้งอยู่บ้านหัวข่วง เลขที่ 60 หมู่ 6 ต.สองแคว กิ่งอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัด มีเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 86 ตารางวา ทิศเหนือยาว 1 เส้น 2 ศอก จดทางสาธารณประโยชน์ ทิศใต้ยาว 1 เส้น 2 วา จดทางสาธารณประโยชน์ ทิศตะวันออกยาว 1 สัน 10 วา จดทางสาธารณประโยชน์ เสนาสนะสิ่งก่อสร้างประกอบด้วย กุฏิ วิหาร เจดีย์ และถังน้ำประปา

 

การบริหารและการปกครองมีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนามคือ
รูปที่ 1 ครูบาตา ถาวโร พ.ศ. 2470-พ.ศ.2485
รูปที่ 2 พระกุย พ.ศ.2485-พ.ศ.2490
รูปที่ 3 พระสุนทร พ.ศ.2490-พ.ศ.2499
รูปที่ 4 พระบาคำ พ.ศ.2492-พ.ศ.2502
รูปที่ 6 พระอธิการบุญทา ยติกาโร พ.ศ.2502-พ.ศ.2517
รูปที่ 7 พระอธิการบุญศรี ชวนปญโญ พ.ศ.2517-พ.ศ.2527
รูปที่ 8 พระครูวรกิตติภิมณฑ์ ตั้งแต่ พ.ศ.2527 -

 

************************************

 

20 พฤศจิกายน 2561

วัดป่าลาน,เทศบาลตำบลสองแคว,songkwae.go.th

 

ประวัติวัดป่าลาน

 

      วัดป่าลานเดิมเป็นวัดร้างที่สร้างขึ้นในสมัยของพระนางจามเทวี  ครั้งที่เดินทางขึ้นมาตามลำน้ำแม่ระมิงค์  (แม่น้ำปิง)  เพื่อมาตรองนครหริภุญชัย  ระหว่างที่เดินทางมานั้นพระนางได้ทรงสร้าง  วัดอารามและสถานที่สำคัญต่าง ๆ  ที่ปรากฏในตำนาน  เช่น  เมืองฮอด  ผาอาบนาง  ผาแต้ม  แก่งสร้อย  วังสะแกง  วัดพระธาตุดอยน้อย  ฯลฯ

     

     ในวันแรม  12  ค่ำ  เดือนยี่  ปีมะเส็ง   พุทธศักราช  1201      ได้ทรงสร้างวัดพระธาตุดอยน้อย  เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและสร้างเสร็จในวันขึ้น  8  ค่ำ  เดือน  4  ใช้เวลาในการสร้าง  1  เดือน  กับ  6  วัน  ได้ทำการเฉลิมฉลองเป็นเวลา  3  วัน  3  คืน  แล้วทรงเดินทางต่อไปยังนครหริภุญชัย

      เมื่อเดินทางออกจากท่าน้ำวัดพระธาตุดอยน้อย    ขึ้นมาตามลำน้ำแม่ระมิงค์   มาตรงบริเวณหน้าวัดป่าลาน  แต่เดิมนั้นเป็นดงต้นกายขึ้นตามริมน้ำและปากคลอง  (ล้อง)  ซึ่งเป็นจุดที่จะมองเห็นวัดพระธาตุดอยน้อยก่อนที่จะลับตาเพราะความคดเคี้ยวของลำน้ำพระนางได้เหลียวกลับไปมองวัดพระธาตุดอยน้อยอีกครั้ง   ด้วยอาการที่พระนางได้แสดงอาการเหลียวกลับไปมองนี้  พระนางจึงมีรับสั่งให้คณะช่างโยธาที่เดินทางมากับพระองค์สร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกว่าพระนางได้แสดงอาการเหลียวกลับไปมองพระธาตุดอยน้อย  โดยขนานนามว่า      “วัดปากล้องป่ากายนางเหลียว”

            

       โดยเริมสร้างเมื่อ  วันขึ้น  12  ค่ำ  เดือน  4  ปี  มะเส็ง  พุทธศักราช  1201  โดยช่างโยธาและบริวารของพระนางเป็นผู้ดูแลก่อสร้าง  (พระนางจามเทวีมิได้ดูแลเพราะต้องรีบเดินทางไปเมืองหริภุญชัยก่อนที่จะสินเดือน  4)

       

      วัดปากล้องป่ากายนางเหลียว  ได้รับการดูแลอุปัฐฐานจากศรัทธาชาวบ้านที่มีอยู่ไม่มากนัก  เนื่องจากเป็นที่ลุ่มติดลำน้ำปิงจึงเกิดภัยธรรมชาติ  เกิดน้ำท่วมใหญ่  ทำให้วัดตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิงถูกกัดเซาะพังลงในลำในน้ำปิง  ประชาชนต้องอพยพย้ายถิ่นฐานทำกินไปอยู่ที่อื่น  ทำให้วัดปากล้องป่ากายนางเหลียว  ร้างลง  และเหลือเพียงแค่ตำนานที่เล่าขานกันมา

                   

          ในปีจุลศกราช  1118  (พ.ศ. 2299)  ตัวปี๋  ออกค่ำ  (ขึ้น  1ค่ำ)  เดือน  11  วันพฤหัส  ได้มีศรัทธา  สองพี่น้องชาวพม่า(ช่วงนั้นล้านนาอยู่ในการปกครองของพม่า)  ได้แก่  นางมุญดา  และ  นางโนชา  (โนจา)  พร้อมกับญาติกาวงศาได้มีศรัทธาปสาทะร่วมกันบูรณะวัดร้างขึ้น  โดยใช้นามวัดใหม่ว่า  “วัดป่าลานจุมท่าขามแก้วกว้างต้าต้างดอนมูล หนทักขิณะล่องใต้นพบุรีสะหลีนครพิงค์ชัย”  แต่ชาวบ้านเรียกสั้น ๆ  ว่า  “วัดป่าลาน”      หรือบางท่านก็เรียกตามนามเดิมของวัดร้าง  คือ  วัดล้องป่ากาย  โดยการก่อสร้างได้ขยับขยายให้ห่างจากลำน้ำปิงเข้ามาประมาณ  30  วา

 

 

                    วัดป่าลาน  ได้มีการสร้าเสนานะต่าง ๆ  เรื่อมา  โดยมีลำดับเจ้าอาวาส  ปกครองรักษา  มาดังนี้

  1. พระสุยะ   พ.ศ. 2299
  2. พระสิระสา
  3. ครูบาจั๋นต๊ะ
  4. ครูบาอินต๊ะชัย
  5. ครูเต๋จ๊ะ
  6. ครูบาโสภา  (หมูโสภโณ)  พ.ศ.2435-2462  (ลาสิกขา)
  7. พระอธิการจันทร์ทิพย์  ปัญญาทีโป  (ครูบาติ๊บ)  พ.ศ.2482-2516
  8. พระแก้ว  กัลป์ยาโณ  พ.ศ.2516-2524
  9. พระอธิการวัลลบ  จักกวโร  พ.ศ.2524-2534
  10. พระอธิการวัลลภ  ฉันทสีโล  พ.ศ.2536-ปัจจุบัน

ปูชนียะวัตถุ     -  พระบรมธาตุ  พระธาตุเจดีย์  พระพุทธก่ออิฐคือปูน

โบราณวัตถุ      -  ธรรมาสน์ทรงสูง  รูปปราสาทหลังก๋าย  ประดับลวดลายลงรักปิดทอง  ตู้ธรรม 

                           หีบพระธรรมประดับลายลงรักปิดทอง

เสนาสนะ          - ประกอบด้วย  พระวิหาร  กุฏิสงฆ์  หอระฆัง  โรงครัว  พระอุโบสด(กำลังก่อสร้าง)

 

ข้อมูลจาก       เอกสารใบลานที่เขียนขึ้นในปี  พ.ศ.2299  (จ.ศ.1118) โดย พ่อหนานหลวง  สุยะ

                        เรื่อง  พุทธตวายโลก  (พุทธทำนาย)

 

********************************************

20 พฤศจิกายน 2561

วัดพระธาตุโขงขาว,เทศบาลตำบลสองแคว,songkwae.go.th

 


ประวัติวัดพระธาตุโขงขาว

 

       วัดพระธาตุโขงขาวตั้งอยู่เลขที่ 231 หมู่ที่ 8 ตำบลสองแคว อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่โขงขาว เป็นลักษณะสถูป (กุ) ที่บรรจุพระพุทธรูป และพระเครื่องต่างๆสร้างสมัยใดไม่ปรากฏ มีขนาดกว้าง 5.50 x 5.50 ม. สี่เหลี่ยม สูงจากพื้นดินถึงฐานล่าง 0.65 ม. สูงจากฐานถึงแท่นประดิษฐานพระพุทธรูป 1.30 ม. หลังคาคุงด้วยก่ออิฐ โบกปูนขาว มีพระประธานที่ประดิษฐานอยู่ในโขงขาว 3 องค์ เป็นลักษณะพระเชียงแสน สร้างประมาณ พ.ศ. 2085
องค์ที่ 1 มีขนาดหน้าตักกว้าง 38 นิ้ว
องค์ที่ 2 มีขนาดหน้าตักกว้าง 27 นิ้ว
องค์ที่ 3 มีขนาดหน้าตีกกว้าง 18 นิ้ว
     

       ยังมีหลักฐานจากพระพุทธรูปแกะสลักด้วยไม้สักองค์หนึ่งด้วย หน้าตักกว้าง 19 นิ้ว โดยจารึกชื่อผู้สร้างไม้ว่า มีศรัทธาย่าต๋าหน้อย ปู่ลอยฟู เป็นผู้สร้างถวายไว้กับวัดดอนแก้ว (โขงขาว)

      เดิมสร้างใหม่ วัดนี้ดูมองจากทุ่งนาด้านทิศตะวันอออก มองมาทางวัดจะเห็นเป็นเนิน (ดอน) และมีต้นดอกแก้วขนาดใหญ่อยู่หน้าวัด 1 ต้น ชาวบ้านสมัยนั้นจึงเรียกว่า อารมดอนแก้ว ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดโขงขาว โดยเอานามของโขงขาว

     เดิมโขงพระพุทธรูปนี้มีกำแพงล้อมรอบ 4 ด้าน ด้านละ 27 เมตร มีประตูด้านใต้ 1 ประตู
มีประตูด้านตะวันออก 1 ประตู ก่อสิงห์ไว้ประตูละ 1 คู่ ลักษณะเป็นฝีมือของพม่า ต่อมาได้ขยายกำแพงออก 3 ด้าน ให้กว้าง ส่วนด้านเหนือนั้นไม่ได้ขยาย เพราะตั้งแต่เริ่มสร้างโขง ท่านก่อกำแพงแล้วทำแท่น ก่อรูปช้างไว้หลังกำแพง 1 เชือก ช้างเชือกนี้สำคัญมาก เพราะอารักษ์ที่รักษาบริเวณแห่งนี้ สมัยก่อนนั้นแรงมาก

    ตามความบอกเล่าว่า มีสามเณรองค์หนึ่งชื่อดวงแก้ว พร้อมกับเพื่อนสามเณรน้อยอีกหลายองค์ ได้พากันวิ่งเล่นตามบริเวณที่ริมช้างตัวนี้ สามเณรดวงแก้วนึกสนุก จึงปีนขึ้นขี่หลังช้าง ปรากฏว่าสามเณรดวงแก้วตกลงจากหลังช้าง เลยปวดท้องขึ้นมาโดยกะทันหัน หาสาเหตุก็ไม่พบ พอรู้ถึงผู้ใหญ่ ท่านผู้รู้จึงรีบหาธูปเทียนข้าวตอกดอกไม้ ไปกล่าวคำขอขมาอภัย ด้วยโวหาร ที่สามเณรดวงแก้วได้ล่วงเกิน ทันใดนั้นสามเณรดวงแก้วก็หายเป็นปกติ เดี๋ยวนี้ช้างเชือกนี้ก็ยังอยู่ในสภาพดีเหมือนเดิม

    ส่วนด้านเหนือ และด้านใต้ ของโขงขาว สมัยนั้นได้สร้างศาลาหลังเล็กๆขนาดกว้าง 3.00 ม. ยาว 9.00 ม. ด้านละ 1 หลัง ภายในเขตกำแพงเก่าเพื่อเป็นที่พักพาอาศัยคนมาร่วมทำบุญในงานประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุ และพระแก้วมหานิล พ.ศ.2400 ยังไม่มีเจ้าอาวาสอยู่ประจำ เพราะในละแวกนั้นขาดญาติโยมศรัทธาอุปถัมภ์ เพราะมีบ้านเพียง 3 หลัง ถ้าถึงเทศกาลงานประเพณีเดือน 8เหนือ ขึ้น 8 ค่ำ ตรงกับเดือน 6 ใต้ ขึ้น 8 ค่ำ ก็มีพระสงฆ์ สามเณรจากวัดต่างๆ พร้อมทั้งศรัทธาประชาชนในละแวกใกล้เคียง พากันมาร่วมทำบุญประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุ และพระแก้วมหานิล เสร็จจากการทำบุญแล้ว จุดบ้องไฟถวายเป็นพุทธบูชาด้วย

      พ.ศ. 2424 ได้มีพวกมหาโจรได้ปล้นบ้านคหบดี ระหว่างเขตหมู่3 ติดต่อเขตหมู่ 4
ตำบลสองแคว สมัยนั้นเรียกที่นั้นว่าท่าโรงกลั่นสุรา ( ต่าโรงเหล้า ) พอปล้นที่นั่นเสร็จแล้ว พวกโจรเดินลัดเลาะผ่านทุ่งนามาทิศตะวันตอ สมัยนั้นถนนเชื่อมบ้านท่ามะโอ ม.3 กับบ้านสามหลังม.8 ยังไม่มี พอพวกโจรมาถึงสถานที่วัดโขงขาว พวกโจรก็พากันขึ้นรื้อของที่บนโขงขาว พระพุทธรูปเป็นจำนวนมากองค์ไหนเขาเอาไปได้ก็เอาไป องค์ใหญ่ที่เป็นพระประธานในโขงขาว หล่อด้วยทองเหลือง เขาก็พากันทุบแตกทำลายปลักหักพัง ทำลายแล้วเอาโยนออกมาหน้าโขง กองเรี่ยราดตามพื้นดิน ขณะนั้นยังไม่มีเข้าอาวาส รุ่งขึ้นอีกวันก็เป็นที่น่าผิดสังเกต ชาวบ้านพวกที่มาเลี้ยงวัวควายตามบริเวณใกล้วัดโขงขาวส่วนมากจะเป็นคนขาวบ้านบ้านท่ามะโอ สองแคว เห็นพวกนกแร้งนกกาเป็นจำนวนมากพากันบินว่อน วนไปวนมาตามบริเวณรอบๆ โขงขาว ส่งเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว พวกชาวบ้านที่เลี้ยงวัวควายมาดูกัน นึกว่าแร้งกามันคงเห็นหรือได้กลิ่นสัตว์ที่ตายแล้วพวกชาวบ้านก็พากันค้นหาทั่วบริเวณรอบๆก็ไม่เจออะไร พอค้นไปถึงตรงน่าโขงขาว ชาวบ้านก็พากันตกตลึง เพราะเห็นพระพุทธรูปตกลงมาจากฐานโขงขาว องค์พระซึ่งหล่อด้วยทองเหลืองแตกหักเป็นหลายท่อน ด้วยน้ำมือของพวกมหาโจร ชาวบ้านพากันสาปแช่งต่างๆ นานา แล้วชาวบ้านก็พากันไปเล่าเหตุการณ์ให้ครูบาจุมปู สัดสองแคว เพราะเป็นพระเถระที่อาวุโสในตำบล ครูบาจุมปูทราบข่าวก็มาพร้อมกับชาวบ้าน พวกแร้งกาพอเห็นคนมามากก็พากันบินหนีไปหมด นกแร้งนกกาเหมือนว่ามาบอกเหตุร้ายอันเกิดแก่พระประธาน อันเป็นที่เคารพนับถือของคนในถิ่นนั้น ครูบาจุมปูก็สั่งให้คนทั้งหลายช่วยกันเก็บเศียรพระ องค์พระที่แตกหักไว้บนโขงขาวเหมือนเดิม

      พ.ศ. 2445 ครูบาธนันชัย วัดทุ่งท้อ ถ้าถึงฤดูหนาวศรัทธาญาติโยมเก็บเกี่ยวข้าวในนาเสร็จ ท่านก็พาภิกษุสามเณรจากวัดทุ่งท้อ และวัดใกล้เคียงมาอยู่กรรมรุกขมูลที่บริเวณหน้าวัดโขงขาว สมัยนั้นยังเป็นป่าดงเพื่อปฏิบัติธรรม 7 วันบ้าง 9 วันบ้าง แล้วแต่โอกาสเวลา พอเสร็จจากการออกกรรมจะกลับวัดทุ่งท้อ ชาวบ้านก็พากันมารับเอาครูบากลับวัด ครูบาธนันชัยท่านก็นึกเป็นห่วงพระประธานองค์เล็กที่สุดในจำนวน 3 องค์ หล่อด้วยทองเหลือปิดทองทับ ขนาดหน้าตักกว้าง 18 นิ้ว ประมาณ 4 คนหามก็พอไหว จึงขออาราธนาเอาพระองค์นี้เพื่อไปเก็บรักษาไว้ที่วัดทุ่งท้อ พระพุทธรูปองค์นี้ชาวบ้านเรียกติดปากว่า พระบัวระทึก (หลวงพ่อโขงขาว) ตอนหามจากวัดโขงขาวไปวัดทุ่งท้อ ระยะทางประมาณ 1500 ม. ปรากฏว่าหนักมาก หาม 4 คนไม่ไหวจริงๆ ชาวบ้านจึงเรียนให้ครูบาธนันชัยทราบ ครูบาบอกว่าอย่างนั้นเพิ่มอีก 4 หาม 8 คน แต่ก็ยังรู้สึกว่าหนักชาวบ้านที่หามพระประธานขอพัก 2 ที่ คือที่ป่าช้า 1 ที่ และเด่นลานอีก 1 ที่ จึงจะถึงวัดทุ่งท้อ ชาวบ้านที่หามบ่นว่าหนักอะไรอย่างนี้ ดูๆ ก็องค์ไม่ใหญ่เท่าไหร่ครั้งครูบาธนันชัยได้เอาพระบัวระทึกองค์นี้ไปไว้ที่วัดทุ่งท้อ ต่อมาครูบาเกิดไม่สบาย (ป่วย) แต่ครูบาธนันชัยองค์นี้ ท่านชำนาญในการดูโชคชะตาราศีท่านก็ได้ตรวจดูดวงชะตาของท่านเอง ปรากฏว่าปีนี้ให้ท่านครูบาได้สร้างวิหารถวายไว้กับพระศาสนา ครั้นจะสร้างที่วัดทุ่งท้อ วิหารก็มีแล้ว ท่านตกลงใจจะสร้างไว้ที่วัดโขงขาวตามตำราว่าถ้าท่านสร้างวิหารแล้ว ท่านก็จะได้พ้นจากการเจ็บไข้ได้ป่วย จะได้อยู่ดีสบาย ดังนั้นครูบาจึงบอกบุญให้ศรัทธาชาวบ้านญาติโยม ได้ช่วยกันบริจาคเพื่อสร้างวิหารไว้กับวัดโขงขาว ไม้วิหารหลังนี้ตามคำบอกเล่า ท่านได้ไปซื้อบ้านหลังหนึ่งมาจากบ้านวังสวนกล้วย การขนย้ายสมัยนั้นขนมาทางน้ำปิง ใช้เรือใหญ่ ( เรือถ่อ ) จากวังสวนกล้วยมาที่ท่าโรงเหล้า แล้วใช้ล้อวัวขนอีกต่อหนึ่ง ลำเลียงไม้จากท่าโรงเหล้าไปวัดโขงขาวอีกที สร้างวิหารตรงหน้าโขงขาวประมาณ 7 เดือน สร้างเสร็จแล้วทำบุญถวายทาน ต่อจากนั้นครูบาธนันชัยก็รู้สึกสบายขึ้นมาบ้าง แต่อยู่มาอีกไม่นานท่านครูบาธนันชัยก็เกิดล้มป่วยอีก มีคืนหนึ่งท่านได้ทำวัตรสวดมนต์ก่อนนอน เสร็จแล้วท่านอธิษฐานในใจว่า ข้าพเจ้าป่วยคราวนี้ ถ้าเป็นด้วยเหตุใดขอให้เทพอารัก โปรดได้มาเข้านิมิตคำฝันบอกกล่าว พออธิฐานเสร็จแล้วท่านก็หลับไป ตอนใกล้รุ่งคืนนั้นท่านเห็นชีประขาวแก่คนหนึ่ง มายืนอยู่ข้างเตียงนอน แล้วพูดว่า ครูบาได้เอาพระบัวระทึกมาจากวัดโขงขาว ขอให้ท่านได้อาราธนาเอาพระคืนไปที่วัดโขงขาวเหมือนเดิม แล้วท่านก็จะหายจากพยาธิ์ อยู่ดีสบาย ท่านครูบาเล่าว่าขณะที่ฝันก็รู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น พอรู้สึกตัวลืมตาขึ้นมา ก็ดูเหมือนเห็นชีประขาวเลือนรางหายวับไปกับตา ครูบาจึงลุกขึ้นทำกิจวัตรสวดมนต์ภาวนาตามปกติ พอรุ่งเช้าชาวบ้านมาทำบุญตักบาตร ครูบาก็เล่าเหตูการณ์ที่เกิดขึ้นกับครูบาให้ลูกศิษย์และชาวงบ้านฟัง ทำบุญตักบาตร ฉันเช้าเสร็จแล้ว ก็พร้อมใจกันขออาราธนาเพื่อจะนำเอาพระบัวระทึก (หลวงพ่อโขงขาว) กลับไปวัดโขงขาว ปรากฏว่าเวลาหามกลับจากวัดทุ่งท้อไปวัดโขงขาว หาม 4 คน รู้สึกว่าเบามาก นับตั้งแต่นั้นพระบัวระทึกก็ได้สถิตอยู่ที่วัดโขงขาวมาตราบเท่าทุกวันนี้ หลังจากนั้นครูบาธนัน้ชัยก็หายจาดโรคภัยไข้เจ็บ

    พ.ศ. 2448 วันอาทิตย์ เดือน 8ขึ้น 9 ค่ำ ตรงกับ จ.ศ.1267 มีครูบามหายศ วัดท่าวังพร้าว และครูธนันชัยวัดทุ่งท้อ ได้พาศรัทธาญาติโยมมาบูรณะซ่อมแซมโขงขาวให้อยู่ในสภาพดี สังเกตดูได้จากหลังคาโขงขาว จะมียอดฉัตร 1 ตัว โดยทำปูนปั้นรูปหงส์ แทนช่อฟ้าด้านหน้า ด้านหลัง 2 ตัว หน้าบรรณเป็นรูปนกยูงรำแพน ลักษณะ 3 อย่างนี้ เป็นของดั้งเดิมตั้งแต่ก่อสร้าง

   พ.ศ. 2448 มีโยมคนหนึ่งไม่ปรากฏชื่อ อยู่บ้านสามหลัง ลงไปท่าน้ำ เห็นไม้สักขนาดวัดผ่าศูนย์กลาง 35 นิ้ว ยาว 3.00 เมตร ไหลมาตามลำน้ำปิง มาเกยอยู่หาดทรายท่าน้ำ โยมคนนี้จึงบอกให้เพื่อนบ้าน พร้อมด้วยหัวหน้าบ้านพากันไปดู จะว่าไม้ซุงก็ไม่ใช่ หัวหน้าบ้านจึงประกาศหาเจ้าของ ก็ไม่มีใครมารับ จึงลงความเห็นว่าควรเจาะข้างใน เอาทำเป็นกลองปู่จา ( กลองบูชา) ทำเสร็จแล้วนำมาถวายไว้กับวัดโขงขาว เวลานั้นวันโกนวันพระ หลังจากเทศนาธรรมเสร็จแล้วก็จะตีกลองบูชาด้วย

   พ.ศ. 2449 ครูบาธนันชัย ได้ส่งพระภิกษุรูปหนึ่ง ชื่อว่าพระอินต๊ะใหม่จากวัดทุ่งท้อ มารักษาการเจ้าอาวาสวัดโขงขาว และภายหลังมีพระมาอยู่ร่วมด้วยอีก 1 องค์

   พ.ศ. 2450 สร้างกุฏิหลังหนึ่ง ด้านทิศใต้กำแพง กุฏิหลังนี้ตามคำบอกเล่าว่าซื้อบ้านเป็นหลังมาจากบ้านสบขาน

    พ.ศ. 2455 เริ่มสร้างศาลาบาตร ขนาด 9 ห้อง ด้านตะวันออก ใต้ประตูวัด จรดมุมกำแพงด้านใต้ 1 หลัง

    พ.ศ. 2560 ครูยาอินต๊ะใหม่ ก็ได้ถึงแก้มรณภาพ รวมพรรษาท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดโขงขาวองค์แรก ได้ 11 พรรษา

    พ.ศ. 2461 มีพระดวงแก้ว ญาณวิชโย ได้มารับหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาสวัดโขงขาว ปีนี้เองที่พระครูพุทธศาสน์สุประดิษฐ์ เจ้าคณะอ.จอมทอง ได้มาตรวจการคณะสงฆ์ที่วัดโขงขาว สำรวจดูพระพุทธรูป และพระบรมธาตุ แนะนำให้พระแก้ว ญาณวิชโย รักษาให้แข็งแรง ครูบาแก้ว ญาณวิชโย นึกเป็นห่วงพระแก้วมหานิลมาก จึงปรึกษาประชุมศรัทธาผู้เฒ่าผู้แก่ที่ประชุมตกลงให้ทำอูป 4 ชั้น 1 อูปไม้สัก 2 อูปทองเหลือง 3 อูปเงิน 4 อูปทองคำ แล้วให้เอาพระแก้วมหานิล และแก้วหลายเมล็ดบรรจุใส่ในอูป 4 ชั้น แล้วนำบรรจุไว้ข้างในโขงขาวตราบเท่าทุกวันนี้ วันดีคืนดี มีสีแสงพุ่งขึ้นจากหลังคาโขงขาว รุ่งโรจน์สว่างไสว หลายคนได้เห็นสีแสงลักษณะอย่างเดียวกัน ทำเอาคนที่เห็นขนลุกชัน ด้วยความปิติยินดีไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้เห็น แต่แปลกอย่างหนึ่ง คนอยากเห็นไปเฝ้าดู กลับไม่ได้เห็นมีครั้งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2529 พระครูสุนทรธรรมานุโยค เจ้าอาวาสวัดโขงขาวกับพระครูสังฆภารวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดอุปคุตนั่งคุยกันที่ระเบียงกุฏิ ฤดูร้อน้วลาประมาณ 3 ทุ่ม มองดูดาวตามฟ้า ขณะนั้นมีสีแสงโชติช่วงพุ่งมาจากทิศตะวันออก ก็มาลงเอาหลังคาโขงขาว สว่างไสวไปทั่วบริเวณวัด ทั้ง 2 องค์ ดีใจมากประณมมือขึ้นท่วมหัว

     พ.ศ. 2466 มีศรัทธาพ่ออุ้ยจันทร์ตา ได้เป็นเจ้าภาพสร้างวิหารหลังหนึ่งด้านทิศใต้โขงขาว โดยย้ายศาลาหลังเก่าออก ครูบาแก้วญาณวิชโย พร้อมด้วยคณะศรัทธาได้สร้างพระประธาน ก่ออิฐถือปูนร่วม3 องค์ ไว้ในวิหาร เสร็จแล้วทำการฉลอง
     พ.ศ. 2470 รื้อกุฏิหลังเก่า แล้วสร้างหลังใหม่แทน เสร็จแล้วทำการฉลอง
    พ.ศ. 2474 ขยายเขตวัดออก สร้างกำแพง สิงห์กำแพง สิงห์ 2 คู่ ก็ได้ย้ายไปตามประตูวัดที่ขยายสองด้าน
    พ.ศ. 2482 ครูบาแก้ว ญาณวิชโย ได้เป็นประธานสร้างอุโบสถ ขนาดกว้าง 5 ม. ยาว 8 ม. สร้างเสร็จแล้วทำพิธีผูกพัทธสีมา ทำการฉลองอุโบสถ
   

     พ.ศ. 2486 รื้อศาลาบาตร ด้านตะวันออก ขยายด้านกว้างเพิ่มอีก 2 ม. เพราะระยะหลังนี้มีศรัทธาประชาชน เพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ เสร็จแล้วทำการ
   

     พ.ศ. 2499 รื้อกุฏิหลังเก่า ขยายไปสร้างติดกำแพงด้านใต้สุด พอเริ่มสร้างหล่อเสาชั้นล่าง ครูบาแก้ว ญาณวิชโย (เจ้าอธิการแก้ว) ก็ได้ถึงแก่มรณภาพ รวมอายุได้ 68 พรรษา 47 ท่านเป็นเจ้าอาววัดโขงขาว เป็นเจ้าคณะตำบลสองแควสมัยนั้นเขตการปกครองตำบลสองแคว ด้านเหนือตั้งแต่ตลาดแม่ขานล่องมา ด้านใต้ตั้งแต่ปากทางท่าลี่ขึ้นมา ด้านตะวันตกติดต่อกับตำบลยางคราม ด้านตะวันออกทางเหนือติดลำน้ำแม่ขาน ทางใต้ติดกับลำน้ำแม่ปิง เจ้าอธิการแก้ว ญาณวิชโย เป็นพระอุปัชฌาย์ประจำตำบลสองแควด้วย

   พ.ศ.2500 พระแก้ว อินโท รักษาตำแหน่งเจ้าอาวาส ได้รับการแต่ตั้งเป็นเจ้าอาวาสในปีนั้นเอง และได้สร้างกุฏิหลังที่คงค้างให้สำเร็จ ในปี 2501 ก็ได้ทำการฉลอง

   พ.ศ.2502 ได้มีโจรผู้ร้าย ขโมยเศียรพระประทานองค์ใหญ่ ที่มหาโจรได้ทุบแตกเมื่อปี พ.ศ.2534 ไป พร้อมกับพระหัตถ์ทั้ง 2 ข้างไป เจ้าหน้าที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ จับได้แล้วนำไปมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแม่ปิง ประกาศหาเจ้าของทางวิทยุกระจายเสียง ว.ป.ถ.2 เชียงใหม่ เจ้าอาวาสพร้อมกับคณะศรัทธา ไปรับเอาเศียรพระที่สถานีตำรวจแม่ปิง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ กลับมาวัดโขงขาว เก็บรักษาไว้อย่างแข็งแรง

   พ.ศ.2506 สร้างศาลานอกวัดหนึ่งหลัง เพื่อใช้เป็นที่ทานอาหารกลางวันของศรัทธาผู้เฒ่าผู้แก่ที่มาฟังเทศน์ในวันธรรมัสสวนะ

   พ.ศ.2507 พระอธิการแก้ว อินโท ได้เป็นประธานสร้างศาลาคดด้านตะวันตกโขงขาวได้ 2 ปี ทำการฉลอง

   พ.ศ.2509 ได้ทำพิธีเชื่อมองค์พระประธาน ที่มหาโจรทุบครั้งที่หนึ่ง และถูกขโมยเศียรไปอีกครั้งหนึ่ง ให้เป็นองค์พระประธานที่สมบูรณ์ พร้อมกันนี้ได้หล่อระฆังอีก 1 ใบ ขนาดกว้างวัดเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 นิ้ว ถวายไว้กับวัดโขงขาวอีกด้วย

   พ.ศ.2511 ได้ทำการรื้อวิหารหลังเก่า เพื่อทำการสร้างใหม่ โดยขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 27 เมตร สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้าง 250000 บาท (สองแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) 4 ปี แล้วเสร็จทำการฉลอง

    พ.ศ.2512 ได้ยกวิหารหลังเล็ก พร้อมกับพระประธาน 1 องค์ ที่ครูบาธนันชัย สร้างไว้ให้กับวัดสันควงคำ ต.ท่าวังพร้าว อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่

    พ.ศ.2516 พระอธิการแก้ว อินโท ได้ถึงแก่มรณภาพ อายุได้ 72 พรรษา 30

   พ.ศ. พระสมพงษ์ เกสโร อายุ 32 พรรษา 11 นักธรรมชั้นเอกรักษาการเจ้าอาวาส และปีนี้เองได้ขยายกำแพงเขตวัดด้านเหนือ ด้านตะวันตก ด้านใต้ บ่งเขตวัดให้เป็นเขตกว้าง 5 เมตร เดินรอบบริเวณวัด กำแพง 4 ด้าน ก่อด้วยศิลาแรง รวมจำนวนทั้งหมด 124 ห้อง สร้างได้ 2 ปี เสร็จทำการฉลอง พ.ศ.2517 ปลูกลำไยในบริเวณวัด ผลประโยชน์รายได้ขายลำใยเอาเงินฝากธนาคารเพื่อเป็นนิธิสงฆ์วัดโขงขาว ใช้ดอกผลมาจุนเจือช่วยเหลือพระเณรในด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม และบาลี

     พ.ศ.2517 ได้รับตราตั้งเจ้าอาวาสวัดพระธาตุโขงขาว เป็นพระอธิการสมพงษ์ เกสโร และได้ยกเนื้อที่บริเวณหน้าวัดโขงขาว จำนวน 2 งาน ให้ใช้เป็นสถานที่การประปาบ้านสามหลัง

     พ.ศ.2519 พระอธิการสมพงษ์ เกสโร ได้เป็นประธานสร้างกุฏิสงฆ์ขนาดกว้าง 7.50 เมตร ยาว 27 เมตร มีมุขหน้าขนาด 6*6 เมตร ครึ่งตึกครึ่งไม้ สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างกุฏิหลังนี้รวมเป็นเงิน 490000 บาท (สี่แสนเก้าหมื่นบาทถ้วน)

   พ.ศ.2521 เปิดที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้านขึ้น ใช้ศาลาหน้าวัดเป็นที่อ่านหนังสือ มีประโยชน์ต่อชาวบ้านและชาววัด

   พ.ศ.2521 พระสงฆ์ร่วมคณะกรรมการหมู่บ้าน ได้จัดการเรื่องไฟฟ้าพัฒนาเข้าวัด และหมู่บ้านสามหลัง เพื่อความสะดวกแก่วัด และบ้านเป็นอย่างยิ่ง

  พ.ศ.2524 เจ้าอธิการสมพงษ์ ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสุทัศน์ กรุงเทพฯ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นพระอุปชฌาย์ในเขตปกครองตำบลสองแคว

   พ.ศ.2526 ได้รื้อศาลาบาตร 14 ห้อง หน้าวิหาร โดยสร้างเป็นศาลาการเปรียญ 9 ห้อง สิ้นทุนทรัพย์ 630,000 บาท (หกแสนสามหมื่นบาทถ้วน)

   พ.ศ.2528 เจ้าอธิการสมพงษ์ เกสโร ได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์พัดยศเป็น พระครูสุนทรธรรมานุโยค เจ้าคณะตำบลชั้นตรี

 

*****************************************

20 พฤศจิกายน 2561

1

ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 / 1  (9 รายการ)