ยินดีต้อนรับเข้าสู่เทศบาลตำบลสองแคว จังหวัดเชียงใหม่ วิสัยทัศน์ : สองแควสังคมแห่งการเรียนรู้ บ้านเมืองน่าอยู่ เชิดชูวัฒนธรรม ชุมชนร่วมพัฒนาโดยภูมิปัญญาท้องถิ่น // คำขวัญ ตำบลสองแคว ขาน-ปิงร่วมสาย สายใยผูกพัน ร่วมแรงฝ่าฟัน สร้างสรรค์สองแคว


ร้องเรียนร้องทุกข์

คู่มือประชาชน

facebook

สำรวจความคิดเห็น

ระบบบันทึกสถิติการเกิดอุบัติเหตุ

ข่าวสารอาเซียน

ศูนย์ดำรงธรรม

ตรวจเช็คอีเมล

ระบบจัดการบริหารเว็บไซต์



ข้อมูลจาก กรมอุตุนิยมวิทยา



สถิติการเข้าชม เริ่มวันที่ 15/11/2561
วันนี้
18
เมื่อวานนี้
13
เดือนนี้
529
เดือนที่แล้ว
965
ปีนี้
7,318
ปีที่แล้ว
599
ทั้งหมด
7,918
ไอพี ของคุณ
35.175.191.168


วัดพระธาตุโขงขาว

 


ประวัติวัดพระธาตุโขงขาว

 

       วัดพระธาตุโขงขาวตั้งอยู่เลขที่ 231 หมู่ที่ 8 ตำบลสองแคว อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่โขงขาว เป็นลักษณะสถูป (กุ) ที่บรรจุพระพุทธรูป และพระเครื่องต่างๆสร้างสมัยใดไม่ปรากฏ มีขนาดกว้าง 5.50 x 5.50 ม. สี่เหลี่ยม สูงจากพื้นดินถึงฐานล่าง 0.65 ม. สูงจากฐานถึงแท่นประดิษฐานพระพุทธรูป 1.30 ม. หลังคาคุงด้วยก่ออิฐ โบกปูนขาว มีพระประธานที่ประดิษฐานอยู่ในโขงขาว 3 องค์ เป็นลักษณะพระเชียงแสน สร้างประมาณ พ.ศ. 2085
องค์ที่ 1 มีขนาดหน้าตักกว้าง 38 นิ้ว
องค์ที่ 2 มีขนาดหน้าตักกว้าง 27 นิ้ว
องค์ที่ 3 มีขนาดหน้าตีกกว้าง 18 นิ้ว
     

       ยังมีหลักฐานจากพระพุทธรูปแกะสลักด้วยไม้สักองค์หนึ่งด้วย หน้าตักกว้าง 19 นิ้ว โดยจารึกชื่อผู้สร้างไม้ว่า มีศรัทธาย่าต๋าหน้อย ปู่ลอยฟู เป็นผู้สร้างถวายไว้กับวัดดอนแก้ว (โขงขาว)

      เดิมสร้างใหม่ วัดนี้ดูมองจากทุ่งนาด้านทิศตะวันอออก มองมาทางวัดจะเห็นเป็นเนิน (ดอน) และมีต้นดอกแก้วขนาดใหญ่อยู่หน้าวัด 1 ต้น ชาวบ้านสมัยนั้นจึงเรียกว่า อารมดอนแก้ว ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดโขงขาว โดยเอานามของโขงขาว

     เดิมโขงพระพุทธรูปนี้มีกำแพงล้อมรอบ 4 ด้าน ด้านละ 27 เมตร มีประตูด้านใต้ 1 ประตู
มีประตูด้านตะวันออก 1 ประตู ก่อสิงห์ไว้ประตูละ 1 คู่ ลักษณะเป็นฝีมือของพม่า ต่อมาได้ขยายกำแพงออก 3 ด้าน ให้กว้าง ส่วนด้านเหนือนั้นไม่ได้ขยาย เพราะตั้งแต่เริ่มสร้างโขง ท่านก่อกำแพงแล้วทำแท่น ก่อรูปช้างไว้หลังกำแพง 1 เชือก ช้างเชือกนี้สำคัญมาก เพราะอารักษ์ที่รักษาบริเวณแห่งนี้ สมัยก่อนนั้นแรงมาก

    ตามความบอกเล่าว่า มีสามเณรองค์หนึ่งชื่อดวงแก้ว พร้อมกับเพื่อนสามเณรน้อยอีกหลายองค์ ได้พากันวิ่งเล่นตามบริเวณที่ริมช้างตัวนี้ สามเณรดวงแก้วนึกสนุก จึงปีนขึ้นขี่หลังช้าง ปรากฏว่าสามเณรดวงแก้วตกลงจากหลังช้าง เลยปวดท้องขึ้นมาโดยกะทันหัน หาสาเหตุก็ไม่พบ พอรู้ถึงผู้ใหญ่ ท่านผู้รู้จึงรีบหาธูปเทียนข้าวตอกดอกไม้ ไปกล่าวคำขอขมาอภัย ด้วยโวหาร ที่สามเณรดวงแก้วได้ล่วงเกิน ทันใดนั้นสามเณรดวงแก้วก็หายเป็นปกติ เดี๋ยวนี้ช้างเชือกนี้ก็ยังอยู่ในสภาพดีเหมือนเดิม

    ส่วนด้านเหนือ และด้านใต้ ของโขงขาว สมัยนั้นได้สร้างศาลาหลังเล็กๆขนาดกว้าง 3.00 ม. ยาว 9.00 ม. ด้านละ 1 หลัง ภายในเขตกำแพงเก่าเพื่อเป็นที่พักพาอาศัยคนมาร่วมทำบุญในงานประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุ และพระแก้วมหานิล พ.ศ.2400 ยังไม่มีเจ้าอาวาสอยู่ประจำ เพราะในละแวกนั้นขาดญาติโยมศรัทธาอุปถัมภ์ เพราะมีบ้านเพียง 3 หลัง ถ้าถึงเทศกาลงานประเพณีเดือน 8เหนือ ขึ้น 8 ค่ำ ตรงกับเดือน 6 ใต้ ขึ้น 8 ค่ำ ก็มีพระสงฆ์ สามเณรจากวัดต่างๆ พร้อมทั้งศรัทธาประชาชนในละแวกใกล้เคียง พากันมาร่วมทำบุญประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุ และพระแก้วมหานิล เสร็จจากการทำบุญแล้ว จุดบ้องไฟถวายเป็นพุทธบูชาด้วย

      พ.ศ. 2424 ได้มีพวกมหาโจรได้ปล้นบ้านคหบดี ระหว่างเขตหมู่3 ติดต่อเขตหมู่ 4
ตำบลสองแคว สมัยนั้นเรียกที่นั้นว่าท่าโรงกลั่นสุรา ( ต่าโรงเหล้า ) พอปล้นที่นั่นเสร็จแล้ว พวกโจรเดินลัดเลาะผ่านทุ่งนามาทิศตะวันตอ สมัยนั้นถนนเชื่อมบ้านท่ามะโอ ม.3 กับบ้านสามหลังม.8 ยังไม่มี พอพวกโจรมาถึงสถานที่วัดโขงขาว พวกโจรก็พากันขึ้นรื้อของที่บนโขงขาว พระพุทธรูปเป็นจำนวนมากองค์ไหนเขาเอาไปได้ก็เอาไป องค์ใหญ่ที่เป็นพระประธานในโขงขาว หล่อด้วยทองเหลือง เขาก็พากันทุบแตกทำลายปลักหักพัง ทำลายแล้วเอาโยนออกมาหน้าโขง กองเรี่ยราดตามพื้นดิน ขณะนั้นยังไม่มีเข้าอาวาส รุ่งขึ้นอีกวันก็เป็นที่น่าผิดสังเกต ชาวบ้านพวกที่มาเลี้ยงวัวควายตามบริเวณใกล้วัดโขงขาวส่วนมากจะเป็นคนขาวบ้านบ้านท่ามะโอ สองแคว เห็นพวกนกแร้งนกกาเป็นจำนวนมากพากันบินว่อน วนไปวนมาตามบริเวณรอบๆ โขงขาว ส่งเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว พวกชาวบ้านที่เลี้ยงวัวควายมาดูกัน นึกว่าแร้งกามันคงเห็นหรือได้กลิ่นสัตว์ที่ตายแล้วพวกชาวบ้านก็พากันค้นหาทั่วบริเวณรอบๆก็ไม่เจออะไร พอค้นไปถึงตรงน่าโขงขาว ชาวบ้านก็พากันตกตลึง เพราะเห็นพระพุทธรูปตกลงมาจากฐานโขงขาว องค์พระซึ่งหล่อด้วยทองเหลืองแตกหักเป็นหลายท่อน ด้วยน้ำมือของพวกมหาโจร ชาวบ้านพากันสาปแช่งต่างๆ นานา แล้วชาวบ้านก็พากันไปเล่าเหตุการณ์ให้ครูบาจุมปู สัดสองแคว เพราะเป็นพระเถระที่อาวุโสในตำบล ครูบาจุมปูทราบข่าวก็มาพร้อมกับชาวบ้าน พวกแร้งกาพอเห็นคนมามากก็พากันบินหนีไปหมด นกแร้งนกกาเหมือนว่ามาบอกเหตุร้ายอันเกิดแก่พระประธาน อันเป็นที่เคารพนับถือของคนในถิ่นนั้น ครูบาจุมปูก็สั่งให้คนทั้งหลายช่วยกันเก็บเศียรพระ องค์พระที่แตกหักไว้บนโขงขาวเหมือนเดิม

      พ.ศ. 2445 ครูบาธนันชัย วัดทุ่งท้อ ถ้าถึงฤดูหนาวศรัทธาญาติโยมเก็บเกี่ยวข้าวในนาเสร็จ ท่านก็พาภิกษุสามเณรจากวัดทุ่งท้อ และวัดใกล้เคียงมาอยู่กรรมรุกขมูลที่บริเวณหน้าวัดโขงขาว สมัยนั้นยังเป็นป่าดงเพื่อปฏิบัติธรรม 7 วันบ้าง 9 วันบ้าง แล้วแต่โอกาสเวลา พอเสร็จจากการออกกรรมจะกลับวัดทุ่งท้อ ชาวบ้านก็พากันมารับเอาครูบากลับวัด ครูบาธนันชัยท่านก็นึกเป็นห่วงพระประธานองค์เล็กที่สุดในจำนวน 3 องค์ หล่อด้วยทองเหลือปิดทองทับ ขนาดหน้าตักกว้าง 18 นิ้ว ประมาณ 4 คนหามก็พอไหว จึงขออาราธนาเอาพระองค์นี้เพื่อไปเก็บรักษาไว้ที่วัดทุ่งท้อ พระพุทธรูปองค์นี้ชาวบ้านเรียกติดปากว่า พระบัวระทึก (หลวงพ่อโขงขาว) ตอนหามจากวัดโขงขาวไปวัดทุ่งท้อ ระยะทางประมาณ 1500 ม. ปรากฏว่าหนักมาก หาม 4 คนไม่ไหวจริงๆ ชาวบ้านจึงเรียนให้ครูบาธนันชัยทราบ ครูบาบอกว่าอย่างนั้นเพิ่มอีก 4 หาม 8 คน แต่ก็ยังรู้สึกว่าหนักชาวบ้านที่หามพระประธานขอพัก 2 ที่ คือที่ป่าช้า 1 ที่ และเด่นลานอีก 1 ที่ จึงจะถึงวัดทุ่งท้อ ชาวบ้านที่หามบ่นว่าหนักอะไรอย่างนี้ ดูๆ ก็องค์ไม่ใหญ่เท่าไหร่ครั้งครูบาธนันชัยได้เอาพระบัวระทึกองค์นี้ไปไว้ที่วัดทุ่งท้อ ต่อมาครูบาเกิดไม่สบาย (ป่วย) แต่ครูบาธนันชัยองค์นี้ ท่านชำนาญในการดูโชคชะตาราศีท่านก็ได้ตรวจดูดวงชะตาของท่านเอง ปรากฏว่าปีนี้ให้ท่านครูบาได้สร้างวิหารถวายไว้กับพระศาสนา ครั้นจะสร้างที่วัดทุ่งท้อ วิหารก็มีแล้ว ท่านตกลงใจจะสร้างไว้ที่วัดโขงขาวตามตำราว่าถ้าท่านสร้างวิหารแล้ว ท่านก็จะได้พ้นจากการเจ็บไข้ได้ป่วย จะได้อยู่ดีสบาย ดังนั้นครูบาจึงบอกบุญให้ศรัทธาชาวบ้านญาติโยม ได้ช่วยกันบริจาคเพื่อสร้างวิหารไว้กับวัดโขงขาว ไม้วิหารหลังนี้ตามคำบอกเล่า ท่านได้ไปซื้อบ้านหลังหนึ่งมาจากบ้านวังสวนกล้วย การขนย้ายสมัยนั้นขนมาทางน้ำปิง ใช้เรือใหญ่ ( เรือถ่อ ) จากวังสวนกล้วยมาที่ท่าโรงเหล้า แล้วใช้ล้อวัวขนอีกต่อหนึ่ง ลำเลียงไม้จากท่าโรงเหล้าไปวัดโขงขาวอีกที สร้างวิหารตรงหน้าโขงขาวประมาณ 7 เดือน สร้างเสร็จแล้วทำบุญถวายทาน ต่อจากนั้นครูบาธนันชัยก็รู้สึกสบายขึ้นมาบ้าง แต่อยู่มาอีกไม่นานท่านครูบาธนันชัยก็เกิดล้มป่วยอีก มีคืนหนึ่งท่านได้ทำวัตรสวดมนต์ก่อนนอน เสร็จแล้วท่านอธิษฐานในใจว่า ข้าพเจ้าป่วยคราวนี้ ถ้าเป็นด้วยเหตุใดขอให้เทพอารัก โปรดได้มาเข้านิมิตคำฝันบอกกล่าว พออธิฐานเสร็จแล้วท่านก็หลับไป ตอนใกล้รุ่งคืนนั้นท่านเห็นชีประขาวแก่คนหนึ่ง มายืนอยู่ข้างเตียงนอน แล้วพูดว่า ครูบาได้เอาพระบัวระทึกมาจากวัดโขงขาว ขอให้ท่านได้อาราธนาเอาพระคืนไปที่วัดโขงขาวเหมือนเดิม แล้วท่านก็จะหายจากพยาธิ์ อยู่ดีสบาย ท่านครูบาเล่าว่าขณะที่ฝันก็รู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น พอรู้สึกตัวลืมตาขึ้นมา ก็ดูเหมือนเห็นชีประขาวเลือนรางหายวับไปกับตา ครูบาจึงลุกขึ้นทำกิจวัตรสวดมนต์ภาวนาตามปกติ พอรุ่งเช้าชาวบ้านมาทำบุญตักบาตร ครูบาก็เล่าเหตูการณ์ที่เกิดขึ้นกับครูบาให้ลูกศิษย์และชาวงบ้านฟัง ทำบุญตักบาตร ฉันเช้าเสร็จแล้ว ก็พร้อมใจกันขออาราธนาเพื่อจะนำเอาพระบัวระทึก (หลวงพ่อโขงขาว) กลับไปวัดโขงขาว ปรากฏว่าเวลาหามกลับจากวัดทุ่งท้อไปวัดโขงขาว หาม 4 คน รู้สึกว่าเบามาก นับตั้งแต่นั้นพระบัวระทึกก็ได้สถิตอยู่ที่วัดโขงขาวมาตราบเท่าทุกวันนี้ หลังจากนั้นครูบาธนัน้ชัยก็หายจาดโรคภัยไข้เจ็บ

    พ.ศ. 2448 วันอาทิตย์ เดือน 8ขึ้น 9 ค่ำ ตรงกับ จ.ศ.1267 มีครูบามหายศ วัดท่าวังพร้าว และครูธนันชัยวัดทุ่งท้อ ได้พาศรัทธาญาติโยมมาบูรณะซ่อมแซมโขงขาวให้อยู่ในสภาพดี สังเกตดูได้จากหลังคาโขงขาว จะมียอดฉัตร 1 ตัว โดยทำปูนปั้นรูปหงส์ แทนช่อฟ้าด้านหน้า ด้านหลัง 2 ตัว หน้าบรรณเป็นรูปนกยูงรำแพน ลักษณะ 3 อย่างนี้ เป็นของดั้งเดิมตั้งแต่ก่อสร้าง

   พ.ศ. 2448 มีโยมคนหนึ่งไม่ปรากฏชื่อ อยู่บ้านสามหลัง ลงไปท่าน้ำ เห็นไม้สักขนาดวัดผ่าศูนย์กลาง 35 นิ้ว ยาว 3.00 เมตร ไหลมาตามลำน้ำปิง มาเกยอยู่หาดทรายท่าน้ำ โยมคนนี้จึงบอกให้เพื่อนบ้าน พร้อมด้วยหัวหน้าบ้านพากันไปดู จะว่าไม้ซุงก็ไม่ใช่ หัวหน้าบ้านจึงประกาศหาเจ้าของ ก็ไม่มีใครมารับ จึงลงความเห็นว่าควรเจาะข้างใน เอาทำเป็นกลองปู่จา ( กลองบูชา) ทำเสร็จแล้วนำมาถวายไว้กับวัดโขงขาว เวลานั้นวันโกนวันพระ หลังจากเทศนาธรรมเสร็จแล้วก็จะตีกลองบูชาด้วย

   พ.ศ. 2449 ครูบาธนันชัย ได้ส่งพระภิกษุรูปหนึ่ง ชื่อว่าพระอินต๊ะใหม่จากวัดทุ่งท้อ มารักษาการเจ้าอาวาสวัดโขงขาว และภายหลังมีพระมาอยู่ร่วมด้วยอีก 1 องค์

   พ.ศ. 2450 สร้างกุฏิหลังหนึ่ง ด้านทิศใต้กำแพง กุฏิหลังนี้ตามคำบอกเล่าว่าซื้อบ้านเป็นหลังมาจากบ้านสบขาน

    พ.ศ. 2455 เริ่มสร้างศาลาบาตร ขนาด 9 ห้อง ด้านตะวันออก ใต้ประตูวัด จรดมุมกำแพงด้านใต้ 1 หลัง

    พ.ศ. 2560 ครูยาอินต๊ะใหม่ ก็ได้ถึงแก้มรณภาพ รวมพรรษาท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดโขงขาวองค์แรก ได้ 11 พรรษา

    พ.ศ. 2461 มีพระดวงแก้ว ญาณวิชโย ได้มารับหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาสวัดโขงขาว ปีนี้เองที่พระครูพุทธศาสน์สุประดิษฐ์ เจ้าคณะอ.จอมทอง ได้มาตรวจการคณะสงฆ์ที่วัดโขงขาว สำรวจดูพระพุทธรูป และพระบรมธาตุ แนะนำให้พระแก้ว ญาณวิชโย รักษาให้แข็งแรง ครูบาแก้ว ญาณวิชโย นึกเป็นห่วงพระแก้วมหานิลมาก จึงปรึกษาประชุมศรัทธาผู้เฒ่าผู้แก่ที่ประชุมตกลงให้ทำอูป 4 ชั้น 1 อูปไม้สัก 2 อูปทองเหลือง 3 อูปเงิน 4 อูปทองคำ แล้วให้เอาพระแก้วมหานิล และแก้วหลายเมล็ดบรรจุใส่ในอูป 4 ชั้น แล้วนำบรรจุไว้ข้างในโขงขาวตราบเท่าทุกวันนี้ วันดีคืนดี มีสีแสงพุ่งขึ้นจากหลังคาโขงขาว รุ่งโรจน์สว่างไสว หลายคนได้เห็นสีแสงลักษณะอย่างเดียวกัน ทำเอาคนที่เห็นขนลุกชัน ด้วยความปิติยินดีไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้เห็น แต่แปลกอย่างหนึ่ง คนอยากเห็นไปเฝ้าดู กลับไม่ได้เห็นมีครั้งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2529 พระครูสุนทรธรรมานุโยค เจ้าอาวาสวัดโขงขาวกับพระครูสังฆภารวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดอุปคุตนั่งคุยกันที่ระเบียงกุฏิ ฤดูร้อน้วลาประมาณ 3 ทุ่ม มองดูดาวตามฟ้า ขณะนั้นมีสีแสงโชติช่วงพุ่งมาจากทิศตะวันออก ก็มาลงเอาหลังคาโขงขาว สว่างไสวไปทั่วบริเวณวัด ทั้ง 2 องค์ ดีใจมากประณมมือขึ้นท่วมหัว

     พ.ศ. 2466 มีศรัทธาพ่ออุ้ยจันทร์ตา ได้เป็นเจ้าภาพสร้างวิหารหลังหนึ่งด้านทิศใต้โขงขาว โดยย้ายศาลาหลังเก่าออก ครูบาแก้วญาณวิชโย พร้อมด้วยคณะศรัทธาได้สร้างพระประธาน ก่ออิฐถือปูนร่วม3 องค์ ไว้ในวิหาร เสร็จแล้วทำการฉลอง
     พ.ศ. 2470 รื้อกุฏิหลังเก่า แล้วสร้างหลังใหม่แทน เสร็จแล้วทำการฉลอง
    พ.ศ. 2474 ขยายเขตวัดออก สร้างกำแพง สิงห์กำแพง สิงห์ 2 คู่ ก็ได้ย้ายไปตามประตูวัดที่ขยายสองด้าน
    พ.ศ. 2482 ครูบาแก้ว ญาณวิชโย ได้เป็นประธานสร้างอุโบสถ ขนาดกว้าง 5 ม. ยาว 8 ม. สร้างเสร็จแล้วทำพิธีผูกพัทธสีมา ทำการฉลองอุโบสถ
   

     พ.ศ. 2486 รื้อศาลาบาตร ด้านตะวันออก ขยายด้านกว้างเพิ่มอีก 2 ม. เพราะระยะหลังนี้มีศรัทธาประชาชน เพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ เสร็จแล้วทำการ
   

     พ.ศ. 2499 รื้อกุฏิหลังเก่า ขยายไปสร้างติดกำแพงด้านใต้สุด พอเริ่มสร้างหล่อเสาชั้นล่าง ครูบาแก้ว ญาณวิชโย (เจ้าอธิการแก้ว) ก็ได้ถึงแก่มรณภาพ รวมอายุได้ 68 พรรษา 47 ท่านเป็นเจ้าอาววัดโขงขาว เป็นเจ้าคณะตำบลสองแควสมัยนั้นเขตการปกครองตำบลสองแคว ด้านเหนือตั้งแต่ตลาดแม่ขานล่องมา ด้านใต้ตั้งแต่ปากทางท่าลี่ขึ้นมา ด้านตะวันตกติดต่อกับตำบลยางคราม ด้านตะวันออกทางเหนือติดลำน้ำแม่ขาน ทางใต้ติดกับลำน้ำแม่ปิง เจ้าอธิการแก้ว ญาณวิชโย เป็นพระอุปัชฌาย์ประจำตำบลสองแควด้วย

   พ.ศ.2500 พระแก้ว อินโท รักษาตำแหน่งเจ้าอาวาส ได้รับการแต่ตั้งเป็นเจ้าอาวาสในปีนั้นเอง และได้สร้างกุฏิหลังที่คงค้างให้สำเร็จ ในปี 2501 ก็ได้ทำการฉลอง

   พ.ศ.2502 ได้มีโจรผู้ร้าย ขโมยเศียรพระประทานองค์ใหญ่ ที่มหาโจรได้ทุบแตกเมื่อปี พ.ศ.2534 ไป พร้อมกับพระหัตถ์ทั้ง 2 ข้างไป เจ้าหน้าที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ จับได้แล้วนำไปมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแม่ปิง ประกาศหาเจ้าของทางวิทยุกระจายเสียง ว.ป.ถ.2 เชียงใหม่ เจ้าอาวาสพร้อมกับคณะศรัทธา ไปรับเอาเศียรพระที่สถานีตำรวจแม่ปิง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ กลับมาวัดโขงขาว เก็บรักษาไว้อย่างแข็งแรง

   พ.ศ.2506 สร้างศาลานอกวัดหนึ่งหลัง เพื่อใช้เป็นที่ทานอาหารกลางวันของศรัทธาผู้เฒ่าผู้แก่ที่มาฟังเทศน์ในวันธรรมัสสวนะ

   พ.ศ.2507 พระอธิการแก้ว อินโท ได้เป็นประธานสร้างศาลาคดด้านตะวันตกโขงขาวได้ 2 ปี ทำการฉลอง

   พ.ศ.2509 ได้ทำพิธีเชื่อมองค์พระประธาน ที่มหาโจรทุบครั้งที่หนึ่ง และถูกขโมยเศียรไปอีกครั้งหนึ่ง ให้เป็นองค์พระประธานที่สมบูรณ์ พร้อมกันนี้ได้หล่อระฆังอีก 1 ใบ ขนาดกว้างวัดเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 นิ้ว ถวายไว้กับวัดโขงขาวอีกด้วย

   พ.ศ.2511 ได้ทำการรื้อวิหารหลังเก่า เพื่อทำการสร้างใหม่ โดยขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 27 เมตร สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้าง 250000 บาท (สองแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) 4 ปี แล้วเสร็จทำการฉลอง

    พ.ศ.2512 ได้ยกวิหารหลังเล็ก พร้อมกับพระประธาน 1 องค์ ที่ครูบาธนันชัย สร้างไว้ให้กับวัดสันควงคำ ต.ท่าวังพร้าว อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่

    พ.ศ.2516 พระอธิการแก้ว อินโท ได้ถึงแก่มรณภาพ อายุได้ 72 พรรษา 30

   พ.ศ. พระสมพงษ์ เกสโร อายุ 32 พรรษา 11 นักธรรมชั้นเอกรักษาการเจ้าอาวาส และปีนี้เองได้ขยายกำแพงเขตวัดด้านเหนือ ด้านตะวันตก ด้านใต้ บ่งเขตวัดให้เป็นเขตกว้าง 5 เมตร เดินรอบบริเวณวัด กำแพง 4 ด้าน ก่อด้วยศิลาแรง รวมจำนวนทั้งหมด 124 ห้อง สร้างได้ 2 ปี เสร็จทำการฉลอง พ.ศ.2517 ปลูกลำไยในบริเวณวัด ผลประโยชน์รายได้ขายลำใยเอาเงินฝากธนาคารเพื่อเป็นนิธิสงฆ์วัดโขงขาว ใช้ดอกผลมาจุนเจือช่วยเหลือพระเณรในด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม และบาลี

     พ.ศ.2517 ได้รับตราตั้งเจ้าอาวาสวัดพระธาตุโขงขาว เป็นพระอธิการสมพงษ์ เกสโร และได้ยกเนื้อที่บริเวณหน้าวัดโขงขาว จำนวน 2 งาน ให้ใช้เป็นสถานที่การประปาบ้านสามหลัง

     พ.ศ.2519 พระอธิการสมพงษ์ เกสโร ได้เป็นประธานสร้างกุฏิสงฆ์ขนาดกว้าง 7.50 เมตร ยาว 27 เมตร มีมุขหน้าขนาด 6*6 เมตร ครึ่งตึกครึ่งไม้ สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างกุฏิหลังนี้รวมเป็นเงิน 490000 บาท (สี่แสนเก้าหมื่นบาทถ้วน)

   พ.ศ.2521 เปิดที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้านขึ้น ใช้ศาลาหน้าวัดเป็นที่อ่านหนังสือ มีประโยชน์ต่อชาวบ้านและชาววัด

   พ.ศ.2521 พระสงฆ์ร่วมคณะกรรมการหมู่บ้าน ได้จัดการเรื่องไฟฟ้าพัฒนาเข้าวัด และหมู่บ้านสามหลัง เพื่อความสะดวกแก่วัด และบ้านเป็นอย่างยิ่ง

  พ.ศ.2524 เจ้าอธิการสมพงษ์ ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสุทัศน์ กรุงเทพฯ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นพระอุปชฌาย์ในเขตปกครองตำบลสองแคว

   พ.ศ.2526 ได้รื้อศาลาบาตร 14 ห้อง หน้าวิหาร โดยสร้างเป็นศาลาการเปรียญ 9 ห้อง สิ้นทุนทรัพย์ 630,000 บาท (หกแสนสามหมื่นบาทถ้วน)

   พ.ศ.2528 เจ้าอธิการสมพงษ์ เกสโร ได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์พัดยศเป็น พระครูสุนทรธรรมานุโยค เจ้าคณะตำบลชั้นตรี

 

*****************************************


 
20 พฤศจิกายน 2561